Main Menu

กระบวนการผลิตรวมถึงการบรรจุล้วนมีผลต่อการขับเคลื่อน ในด้านธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน

กระบวนการผลิตอาหาร

กระบวนการผลิตนับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญสำหรับการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งจะเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ด้วยวิธีการทางกายภาพและเคมี เช่น การสับ การคั้น การผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน และการปรุงสุก เป็นต้น ซึ่งการแปรรูปอาหารนี้มีประโยชน์ในการทำลายสารที่เป็นพิษและเชื้อจุลินทรีย์ในอาหาร ช่วยถนอมอาหารให้มีอายุการเก็บยาวนานขึ้น เพิ่มความสะดวกในการขนส่งและจัดจำหน่าย เพิ่มความเข้มข้นของอาหาร หรือแม้แต่การช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยหรือผู้ที่มีปัญหาทางโภชนาการอย่างการแปรรูปในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การแปรรูปอาหารอาจส่งผลให้คุณค่าทางอาหารที่มีในวัตถุดิบลดลง รวมทั้งกลิ่นรสที่ด้อยลงไปด้วย

กระบวนการผลิตอาหารในอุตสาหกรรมนั้น มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่

  1. สุขลักษณะ เนื่องจากมีมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยมากมายที่นำมาใช้ในปัจจุบัน เพื่อควบคุมอันตรายและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  2. การใช้พลังงาน เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักอย่างหนึ่งในการผลิต และราคาของพลังงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อน หรือการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น
  3. ปริมาณของเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นความสิ้นเปลืองได้หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี
  4. แรงงาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันผู้ผลิตอาหารในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกวัน การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ร่วมกับการใช้แรงงานจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา
  5. เวลาในการหยุดทำงาน เนื่องจากอาจทำให้ผลิตผลไม่เป็นไปตามเป้า เช่น การหยุดเพื่อทำความสะอาดไลน์หรือเครื่องจักร หรือการชำรุดของเครื่องจักร เป็นต้น

แม้ว่ากระบวนการแปรรูปอาหารจะมีมาอย่างยาวนาน แต่ก็มีการพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ผู้บริโภคสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสนิยมต่างๆ เปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามไปด้วย และจึงส่งผลไปถึงการปรับตัวของตลาด ช่องทางการจำหน่าย และเทคโนโลยีด้วยนั่นเอง สมาคมเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการแปรรูป (PMMI) ได้สรุปเทรนด์ต่างๆ เอาไว้ ดังต่อไปนี้

เทรนด์ปัจจุบันที่ขับเคลื่อนตลาด

เทรนด์การบริโภคอาหารในปัจจุบันกำลังมุ่งไปสู่อาหารเพื่อสุขภาพในระดับที่สูงขึ้น กระแสนิยมนี้ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่กลุ่มชนชั้นกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการตัวเลือกอาหารที่กินได้สะดวกทุกที่ เตรียมง่าย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงทำให้พฤติกรรมในการเลือกซื้ออาหารของผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่เคยซื้อตามร้านขายของชำ มาสู่ห้างสรรพสินค้าที่มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย รวมไปถึงตลาดบริเวณใกล้เคียงที่คัดสรรมาเฉพาะแบรนด์สินค้าพรีเมียมในจำนวนที่จำกัด และร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กที่ขายเฉพาะอาหารทั่วไปเท่านั้น

เทรนด์อนาคตและเรื่องที่ต้องตื่นตัว

  1. PMMI รายงานว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับการผลิตอาหารและการจัดหาวัตถุดิบ ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ การเพาะปลูกพืชพรรณที่ทำได้ยากขึ้น ในภาวะสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
  2. ซัพพลายเชนที่ตัดช่วงให้สั้นลงอย่างมาก เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
  3. การผลิตภายในท้องถิ่นที่จะโตขึ้นเรื่อยๆ
  4. งานวิจัยเกี่ยวกับส่วนผสมอาหารจากพืชที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในฝั่งตะวันตก
  5. การจัดสรรพื้นที่ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดเพื่อการเพาะปลูกพืชสำหรับอาหาร พลังงาน และไฟเบอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีการแก่งแย่งพื้นที่การเพาะปลูกกันอย่างเข้มข้น
  6. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไมโครและนาโน เพื่อการผลิตอาหารอย่างยั่งยืนและมีรสชาติดีขึ้น
  7. เซ็นเซอร์ชีวภาพ (Biosensor) ที่สามารถควบคุมหรือลดความผันแปรในแต่ละรอบการผลิตได้

สิ่งที่ผู้ผลิตต้องเตรียมรับมือ

ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับปรุงสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์ และต้องมีฉลากสะอาด (Clean Label) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพยิ่งกว่าเดิม โดยการเลิกใช้ส่วนผสมอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น น้ำตาล และส่วนผสมอื่นๆ ที่เกินความจำเป็น ผู้ผลิตอาหารต้องใส่ใจกับสารอาหารที่จะเติมลงไปในอาหาร เช่น แคลเซียม โปรตีน และวิตามิน พร้อมๆ ไปกับการปรับปรุงฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อให้เป็น Clean Label

ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ผู้ผลิตอาหารจึงต้องพยายามหาเครื่องจักรที่มีความทันสมัยยิ่งขึ้นและมีโซลูชันต่างๆ รองรับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและผลิตผลที่สูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ อาจต้องหาเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตที่สามารถยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ ผลิตได้แม้ในปริมาณน้อย และมีการคัดแยกที่ละเอียดแม่นยำเพื่อลดการสูญเสียอาหาร และมีระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานหลายขั้นตอนได้ภายในเครื่องเดียว

จากการสำรวจโดย PMMI เกี่ยวกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ พบว่าผู้ผลิตอาหารมีแผนลงทุนเพิ่มมากขึ้นในปี 2560 และปีต่อๆ ไป เกือบครึ่งของบริษัทที่ทำแบบสอบถามตอบว่าพร้อมจะลงทุนในเครื่องมือภายใน 12-24 เดือนข้างหน้า โดยครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ต้องการเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิต และมีถึง 3 ใน 4 ที่ต้องการเครื่องจักรสำหรับบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งครึ่งหนึ่งของบริษัทที่สัมภาษณ์ต้องการจะยกระดับระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิตของตน เพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงและคาดการณ์การบำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น

ความท้าทายที่จะต้องเผชิญ

เมื่อความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพสูงและสามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลได้ ผู้ผลิตอาหารจึงต้องปรับตัวตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค รวมทั้งยังต้องสามารถนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดให้ได้ในเวลาอันสั้น นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ก็มีแนวโน้มที่จะมีความหลากหลายมากขึ้นทุกขณะ วงจรชีวิตของแต่ละผลิตภัณฑ์จึงดูเหมือนว่าจะสั้นลงทุกที และนั่นจึงต้องมีปริมาณการผลิตต่อครั้ง (Lot Size) ในจำนวนที่น้อยลง

เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันเอาไว้ ต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นจะต้องจำกัดให้ต่ำที่สุด แม้ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ต้นทุนในด้านต่างๆ ทั้งแรงงาน พลังงาน และวัตถุดิบ มีแนวโน้มสูงขึ้นก็ตาม สมาคมเครื่องจักรผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร (The VDMA Food Processing and Packaging Machinery Association; VDMA) ระบุว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารเน้นปัจจัยทางด้านประสิทธิภาพ ผลผลิต และความยืดหยุ่นในการผลิต เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนอุปกรณ์และเครื่องจักรใหม่ๆ มากขึ้น

ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น

ในการผลิตอาหารและเครื่องดื่มนั้น นอกจากเครื่องจักรจะต้องมีกำลังการผลิตที่เพียงพอกับความต้องการแล้ว กระบวนการผลิตยังต้องมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ โดยต้องสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดและช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเห็นผล ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้น มี 2 ปัจจัยหลักที่จะต้องคำนึงถึง ได้แก่ การลดเวลาที่เครื่องหยุดทำงาน และการลดการสูญเสียวัตถุดิบ

เทคโนโลยีที่ใช้ในกระบวนการผลิตและการบรรจุภัณฑ์จะต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เช่น หากมีการเปลี่ยนแปลงสูตรส่วนผสมใหม่ ก็ต้องสามารถปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการผลิตได้ทันที กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดควรประกอบด้วย การรายงานข้อมูลได้อย่างแม่นยำและเป็นเรียลไทม์ และความสามารถในการจัดการกับสูตรการผลิตได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดใดๆ ก็ตาม

เวลาในการปรับตั้งกระบวนการผลิต (Set-up Time) นั้นส่งผลอย่างยิ่งต่อผลิตผล โดยต้องลดระยะเวลาหยุดทำงาน (downtime) ของเครื่องจักรให้น้อยที่สุด การทำความสะอาดเครื่องจักรและอุปกรณ์ในช่วงระหว่างการสับเปลี่ยนการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่หรือรูปแบบการผลิตใหม่ก็ต้องเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว VDMA ได้ประมาณการณ์ว่า เวลาที่ใช้ในการทำความสะอาดในอุตสาหกรรมอาหารนั้นมีสัดส่วนถึง 20-30% เลยทีเดียว โดยระยะเวลาที่ใช้ในการทำความสะอาดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านเทคนิคของแต่ละโรงงาน ระบบอัตโนมัติ CIP (Cleaning-in-Place) จึงได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นระบบที่สามารถระบุและควบคุมเวลาในกระบวนการการทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ใช้ทรัพยากรจำนวนน้อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำ พลังงาน น้ำยาทำความสะอาด หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ ก็ตาม

สุขอนามัยในอาหาร

เพื่อให้การผลิตอาหารสอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆ ทางด้านสุขลักษณะและความปลอดภัย อุปกรณ์และเครื่องจักรต่างๆ จึงจำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้ถูกสุขลักษณะ สิ่งสำคัญคือ ต้องสามารถทำความสะอาดได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่มีร่องหรือเหลี่ยมมุม เพื่อป้องกันการสะสมของวัตถุดิบ เชื้อจุลินทรีย์ ดินหรือฝุ่นละออง

การตรวจสอบย้อนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะแสดงถึงความโปร่งใสของแหล่งที่มาของอาหารและขั้นตอนต่างๆ ตลอดทั้งกระบวนการ เช่น การผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา เป็นต้น โดยในทุกๆ ขั้นตอน จะต้องมีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ป้ายบาร์โค้ดหรือ RFID จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในส่วนนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจสอบย้อนกลับแล้ว ยังจะช่วยให้ทราบถึงข้อมูลหรือข้อบกพร่องแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย

ความต้องการเครื่องจักร

เมื่อผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น การลงทุนทางด้านเครื่องจักรก็มีมากขึ้นตามไปด้วย จากข้อมูลของ VDMA พบว่า มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเครื่องจักรผลิตและบรรจุอาหารเพิ่มขึ้นถึง 52% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่า

 3.8 หมื่นล้านยูโร ในปี 2558 (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 มูลค่าการส่งออกเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก ระหว่างปี 2552-2558(หน่วย: พันล้านยูโร)

ที่มา : National Statistics, VDMA

รูปที่ 2 มูลค่าการส่งออกเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก แยกตามภูมิภาค
ที่มา : National Statistics, VDMA

จากรูปที่ 2 ยุโรปยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการใช้เครื่องจักรสูงที่สุด คิดเป็น 33% ของยอดขายเครื่องจักรทั้งหมด (1.25 หมื่นล้านยูโร) ตามมาด้วยภูมิภาคเอเชีย ด้วยมูลค่า 8.2 พันล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วน 22% และอันดับ 3 เป็นของอเมริกาเหนือด้วยมูลค่า 5 พันล้านยูโร (13%) เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวในตลาดเกิดใหม่ได้กระตุ้นให้ยอดการใช้อุปกรณ์และเครื่องจักรโตขึ้น โดยความต้องการครึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาจากเอเชีย ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รูปที่ 3

รูปที่ 3 ส่วนแบ่งตลาดเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์ของประเทศผู้ผลิตต่างๆ
ที่มา : National Statistics, VDMA

 

ตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ยอดขายเครื่องจักร

ยอดการส่งออกและนำเข้าเรื่องจักรสำหรับผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย

(หน่วย: ล้านยูโร)

2011 2012 2013 2014 2015

อัตราการเติบโต

2015/2014 (%)

ส่งออก 99 145 128 185 161 -13
นำเข้า 445 672 566 542 597 10

แหล่งข้อมูล: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Statistic), สมาคมเครื่องจักรผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร (VDMA)

 

ตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ยอดการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย

(หน่วย: ล้านยูโร)

 

ประเทศ 2014 2015

อัตราการเติบโต

2015/2014 (%)

จีน 86 107 24
ญี่ปุ่น 96 96 0
เยอรมนี 88 90 3
อิตาลี 76 77 2
มาเลเซีย 16 36 130
สหรัฐอเมริกา 30 24 17
เนเธอร์แลนด์ 23 24 7
ไต้หวัน 18 20 12
เกาหลีใต้ 17 17 0
สวิตเซอร์แลนด์ 15 13 -12

แหล่งข้อมูล: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Statistic), สมาคมเครื่องจักรผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร (VDMA)

 

บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

บรรจุภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมสำคัญหนึ่งที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยตลาดบรรจุภัณฑ์โลกมีการเติบโตขึ้น 3.5% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 9.98 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2563 เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการบริโภคอาหารสดมาเป็นอาหารบรรจุหีบห่อส่งผลให้มีการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้อย่างมากในเอเชียและละตินอเมริกา

สัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ ในปี 2558 สามารถดูได้จากรูปที่ 4 เฉพาะผลิตภัณฑ์จากนมเพียงกลุ่มเดียวก็ใช้บรรจุภัณฑ์อาหารไปจำนวนถึง 1 ใน 4 (รูปที่ 5) ของปริมาณการใช้ทั้งหมด และคาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ไปจนถึงปี 2563 โดยความสะดวกในการพกพาจะเป็นตัวสร้างการเติบโตของบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์นมในอนาคต และด้วยกระแสนิยมเรื่องนี้เองที่ทำให้พลาสติกคงรูป (Rigid Plastic) มีส่วนแบ่งตลาดเหนือกว่าพลาสติกชนิดอ่อนตัว (Flexible Plastic) ส่วนในภูมิภาคที่ค่อนข้างอิ่มตัวอย่างในยุโรปและอเมริกาเหนือในขณะนี้กลับไม่ได้ต้องการแค่การพกพาสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นนวัตกรรมด้วย โดยเฉพาะในภาชนะพลาสติกชนิดบาง   

ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมหวานมีการใช้ปริมาณบรรจุภัณฑ์ตามมาเป็นอันดับ 2 รองจากกลุ่มนม เมื่อบวกเข้ากับกลุ่มบิสกิต แท่งสแน็ค เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ไอศกรีมและโยเกิร์ตแช่แข็งแล้ว จะมีการใช้บรรจุภัณฑ์ถึง 44% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยคาดว่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อปี จนถึงปี 2563 ซึ่งผู้ผลิตกลุ่มนี้ก็เริ่มหันมาให้ความใส่ใจผู้บริโภคในเรื่องของการควบคุมปริมาณการกิน โดยการใช้กลยุทธ์ในการจำกัดขนาดมากขึ้น

รูปที่ 4 ปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารชนิดต่างๆ

ที่มา : Euromonitor International

 

รูปที่ 5 ปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารทั่วโลก จำแนกตามชนิดอาหาร


ที่มา : Euromonitor International

 

บรรจุภัณฑ์พลาสติก

จากข้อมูลของ Euromonitor ในปี 2558 พบว่า พลาสติกเป็นวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์มากที่สุดถึง 50% ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด มียอดจำหน่ายกว่า 4 ล้านล้านชิ้น ส่วนแบ่งตลาดที่มีมากที่สุดสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก (เกือบ 60%) อยู่ในพลาสติกชนิดอ่อนตัว ซึ่งมีผลิตออกมาในหลากหลายรูปแบบ เช่น ถุงแบบก้นตั้ง (Stand-up Pouch) ซอง หรือฟิล์ม เป็นต้น ซึ่งสามารถตอบโจทย์เรื่องน้ำหนักเบาและการเปิดปิดสะดวกได้

ถุงแบบก้นตั้งมีส่วนอย่างมากในการทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนตัวมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในด้านความสะดวกสบาย ทั้งยังสามารถเปิดได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้เป็นถุงบรรจุของเหลวที่มีฝาเกลียวปิด (Spout Pouch) การที่ถุงชนิดนี้มีน้ำหนักเบาก็ช่วยทำให้ลดต้นทุนในการขนส่งลงไปได้ และใช้วัตถุดิบในการผลิตปริมาณไม่มาก นอกจากนี้ ยังเหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านการฆ่าเชื้อแบบสเตอริไลซ์ เพราะใช้เวลาในการให้ความร้อนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับกระป๋อง กล่องกระดาษแข็ง หรือถุงอะลูมิเนียม ถุงที่สามารถผ่านกระบวนการสเตอริไลซ์ได้บวกกับเทคโนโลยีการบรรจุที่ทันสมัยทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพดีและมีความเร็วในการบรรจุเพิ่มขึ้น

รองลงมาคือบรรจุภัณฑ์พลาสติกคงรูป ที่มีสัดส่วนอยู่ 40% มักใช้กันมากในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เช่น ขวด PET ซึ่งใช้เป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว จากปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มที่มีมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำดื่มบรรจุขวด ทำให้ตลาดขวด PET ขยายตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง อีกปัจจัยหนึ่งก็คือการที่ขวด PET ถูกนำไปใช้แทนที่บรรจุภัณฑ์จากแก้วมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ไม่เฉพาะแต่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเท่านั้น ขวด PET ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์เคมีในครัวเรือนอีกด้วย เนื่องจาก PET มีข้อดีตรงที่น้ำหนักเบา แตกยาก ใส และสามารถนำมารีไซเคิลได้ ทั้งยังสามารถพัฒนาคุณสมบัติให้ป้องกันการรั่วซึมของก๊าซและรังสียูวีได้ดี ขวด PET ที่เคลือบชั้นแก้วที่ผนังด้านในยังสามารถใช้บรรจุผลิตภัณฑ์ที่ไวต่อสภาวะภายนอกได้ดี เช่น เบียร์ ไวน์ และน้ำผลไม้ เป็นต้น โดยยังสามารถรักษาคุณภาพ รสชาติ และสารอาหารต่างๆ เอาไว้ได้

 

บรรจุภัณฑ์ชนิดกล่อง

ในปี 2558 บรรจุภัณฑ์กระดาษหรือกระดาษแข็งมียอดขายจำนวนมากกว่า 620 ล้านกล่อง และคาดว่าปี 2562 จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นไปอีก 6% ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ชนิดกล่องนับว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความนิยมในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะบรรจุลงในกล่องก่อนการขนส่ง และเพราะความนิยมสินค้าออนไลน์เช่นเดียวกัน ที่ทำให้ชั้นวางจำหน่ายสินค้าต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยพยายามนำเสนอสินค้าให้ดึงดูดมากยิ่งขึ้น มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกในการนำสินค้ามาจัดเรียงบนชั้นวาง (Shelf-ready Packaging; SRP) ซึ่งทำจากกระดาษลูกฟูก เพราะช่วยให้ผู้ค้าปลีกทำงานได้ง่าย สินค้ามีความน่าสนใจ และผู้บริโภคก็สามารถเห็นสินค้าได้อย่างชัดเจน และหยิบจับง่าย

บรรจุภัณฑ์โลหะ

โลหะเป็นตลาดบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 โดยถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหลัก โดยเฉพาะกระป๋อง ซึ่งใช้บรรจุเบียร์ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มฟังก์ชันนอลอื่นๆ ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้มีผลต่อความต้องการการใช้บรรจุภัณฑ์กระป๋องตามไปด้วย โดยคาดการณ์ว่าในปี 2562 จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12% ในขณะที่อุตสาหกรรมอาหารก็มีการใช้บรรจุภัณฑ์โลหะเช่นเดียวกัน แต่นับว่ายังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยกระป๋องนั้นมีคุณสมบัติในการป้องกันที่ดี และสามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง แม้ว่าในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์โลหะจะถูกพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาขึ้น แต่ก็ยังถูกแทนที่ด้วยบรรจุภัณฑ์พลาสติกมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีน้ำหนักที่เบากว่า

แก้ว

แก้วมีคุณสมบัติในการปกป้องสินค้าภายในได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเฉื่อยต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีและป้องกันการซึมผ่านได้ดี ส่วนมากใช้ในการบรรจุเบียร์ เหล้า และไวน์ เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าบรรจุภัณฑ์จากแก้วใช้งานไม่สะดวกและพกพายาก แก้วจึงยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะเฉพาะกับผลิตภัณฑ์พรีเมียมเท่านั้น โดยยอดขายบรรจุภัณฑ์แก้วคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7% หรือคิดเป็นจำนวน 338 ล้านชิ้น ในปี 2562

วัตถุดิบใหม่

ปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เริ่มมองหาทรัพยากรทางเลือกอื่นๆ สำหรับผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกกันมากขึ้น เช่น พลาสติกชีวภาพจากข้าวโพดหรืออ้อย เป็นต้น ยกตัวอย่างในบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนตัวที่ผลิตจากฟิล์มหลายชั้น โดยใช้เวย์โปรตีนที่เหลือจากกระบวนการผลิตเนยแข็งมาเป็นวัสดุในชั้นป้องกัน แทนที่โพลิเมอร์จากปิโตรเคมี นอกจากฟิล์มโปรตีนจะสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้แล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยยืดอายุการเก็บของอาหารด้วยกระบวนการทางธรรมชาติอีกด้วย

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้เศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในช่วงชะลอตัวก็ตาม โดยผู้บริโภคชาวไทยมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และต้องการผลิตภัณฑ์ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากในอดีต

บรรจุภัณฑ์ที่ให้ภาพลักษณ์ดูดี

ผู้บริโภคชาวไทยยินดีที่จะจ่ายให้กับสินค้าที่ดูดี มีความทันสมัย นั่นรวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้และจัดเก็บได้สะดวก เนื่องจากจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบัน ผู้บริโภคที่มีระดับรายได้ปานกลางจนถึงสูงมักนิยมสินค้าพรีเมียมเพราะมองว่าต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าทั่วไป และความต้องการสินค้าพรีเมียมนี้ยังช่วยดันยอดการใช้ขวดแก้วและกล่องให้สูงขึ้น เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ให้ภาพลักษณ์ที่ดูดี

ความสะดวก

ความสะดวกก็เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับบรรจุภัณฑ์ในไทย ด้วยการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในยุคปัจจุบัน ทำให้ต้องการความสะดวกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ง่ายและเก็บง่าย เมื่อผู้บริโภคมีกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น บรรจุภัณฑ์จึงต้องพกพาไปที่ต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น เช่น ขวด PET สำหรับเครื่องดื่ม ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

สินค้าในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก

ด้วยเศรษฐกิจที่ชะลอตัว บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันหนีให้กับการแต่งงานและการมีลูก ทั้งยังการขยายเขตเมืองที่ทำให้ผู้คนต่างมุ่งหน้าเข้ามาทำงานในเมือง เกิดเป็นครัวเรือนจำนวนมากแต่มีสมาชิกในแต่ละครัวเรือนไม่มากนัก แนวโน้มเหล่านี้ได้กระตุ้นความต้องการสินค้าในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เพราะผู้บริโภคกังวลในเรื่องคุณภาพและความสดเมื่อเปิดบรรจุภัณฑ์แล้ว จึงลดความสนใจในสินค้าแพ็คใหญ่ลง กลุ่มผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วนก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ยอดขายของหวานและสแน็คในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กโตขึ้น เพราะคนเหล่านี้ต้องการจะควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไป ความต้องการความสะดวกก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นยอดขายสินค้าในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เพราะบริโภคได้ง่ายและทิ้งได้ทันทีเมื่อกินหมด

ฝาปิด

การบริโภคที่ต้องการความสะดวกและพกพาง่ายช่วยดันยอดขายของฝาปิดในปี 2558 บรรจุภัณฑ์ที่มีฝาเกลียวหรือซิปจะช่วยให้ผู้บริโภคปิดสินค้าสำหรับบริโภคในครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างในฝาเกลียวพลาสติกสำหรับเครื่องดื่ม ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคปิดขวด PET ที่บรรจุเครื่องดื่มได้อย่างสะดวก ฝาปิดนี้ยังช่วยให้พกพาสินค้าไปได้ง่าย ความกังวลในด้านความปลอดภัยยังเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ฝาปิดที่สามารถรักษาความสดของผลิตภัณฑ์และป้องกันการปนเปื้อนได้รับความสนใจเช่นกัน

บรรจุภัณฑ์สีเขียว

การตีข่าวปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้บริโภคเริ่มเป็นกังวลต่อการบริโภคที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงเป็นที่คาดกันว่าบรรจุภัณฑ์สีเขียวจะโดดเด่นขึ้นมา แต่อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคก็ยังไม่อยากจะจ่ายให้กับบรรจุภัณฑ์สีเขียวในราคาสูง บรรจุภัณฑ์สีเขียวจึงออกมาในรูปแบบที่ลดวัสดุบรรจุภัณฑ์ลง ทำให้บรรจุภัณฑ์มีรูปร่างสลิมขึ้น แก้วและพลาสติกที่มีน้ำหนักเบาขึ้นก็ดูจะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีไม่น้อยเช่นกัน

 

ตารางที่ 3

ตารางที่ 3 สิบอันดับประเทศที่มียอดขายบรรจุภัณฑ์สูงสุด (retail/off-trade)

หน่วย: ล้านหน่วย

ประเทศ 2015 2019

อัตราการเติบโตในช่วงปี

2015-2019 (%)

โลก 4,256,585 4,709,951 11
จีน 1,076,019 1,260,133 17
สหรัฐอเมริกา 492,109 503,770 2
อินเดีย 264,061 346,257 31
ญี่ปุ่น 235,740 240,130 2
รัสเซีย 189,551 194,093 2
บราซิล 173,574 192,146 11
เยอรมนี 160,607 160,886 0
อินโดนีเซีย 159,483 188,900 18
เม็กซิโก 117,695 126,623 8
สหราชอาณาจักร 111,864 113,576 2
ไทย (อันดับที่ 19) 50,521 57,218 13

แหล่งข้อมูล: Euromonitor International, สมาคมเครื่องจักรผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร (VDMA)

แหล่งข้อมูล: Euromonitor International, PMMI, VDMA

ชื่อผู้เขียน :คุณสุกฤษฏ์ เติมสายทอง (Mr.Sukrit Termsaithong)

Former Senior Group Editor of Asia Food Beverage Thailand

และเร็วๆนี้ทางเราได้จัดสัมนาในหัวข้อ Key Trend Food & Beverage Innovation 2018 เตรียมพบกับผู้ประกอบการและนักวิชาการเพื่อแชร์ถึงความเคลื่อนไหว 2561 พร้อมทั้งเยี่ยมชมงาน Food ingredients Asia (Fi)  งานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมส่วนผสมอาหาร Food ingredients Asia และเทรนด์ผู้บริโภคเพื่อเข้าถึงสำหรับการวางแผนทางการตลาดในปีหรือ Fi Asia เป็นงานชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่วนผสมอาหาร 

สมัครวันนี้ที่แล้ววันนี้ หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 392 2011 หรือสมัครได้ที่  https://goo.gl/forms/g150XZTubmT8gZm72

 

Leave a Comment

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>